ย้อนอ่าน โพสต์เก่าของ “คุณพ่อโสภณ” เขียนถึงลูกสาวสุดที่รัก

ย้อนอ่าน โพสต์เก่าของ “คุณพ่อโสภณ” เขียนถึงลูกสาวสุดที่รัก หลังจากที่คุณแม่ของแตงโม นิดา ไปออกรายการโหนกระแส ทำให้ชาวเน็ตวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก

และตอนนี้โลกออนไลน์แห่ส่งต่อ พสต์ข้อความที่ คุณพ่อโสภณ คุณพ่อของ แตงโม  เคยเขียนลงบนอินสตาแกรม เมื่อหลายปีก่อน ก่อนที่ท่านจะป่ วยหนักและจากไป

คุณพ่อโสภณ เขียนนั้น เป็นการบอกเล่าเรื่องราวทรงจำของตนเองในฐานะคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว ที่ดูแลเอาใจใส่ลูกสาวสุดที่รักอย่างสุดกำลัง  โดยจากโพสต์ระบุข้อความว่า

“ครอบครัวที่มีกันสองคน ที่บอกว่าครอบครัวเรามีกันเพียงสองคน เพราะได้หย่ากับคุณแม่เขาตั้งแต่น้องโมมีอายุประมาณสามขวบ หลังจากนั้นสองคนพ่อลูกก็ตระเวณอาศัยเช่าอาพาร์ทเมนต์อยู่บ้าง เช่าทาวเฮาส์หลังรามอยู่บ้าง ตามประสาพ่อลูกลำพังสองคน

ชีวิตที่ผ่านมาทุลักทุเลพอสมควร ด้วยคนเป็นพ่อต้องออกไปทำงานตามเวลาปกติ กลับบ้านเย็นบ้างค่ำบ้างแล้วแต่งานในความรับผิดชอบจะแล้วเสร็จ ซึ่งแปลว่าระหว่างวันน้องโมต้องอยู่ให้ได้ด้วยตัวเอง อาศัยเพื่อนบ้านมาเป็นเพื่อนบ้าง ไม่มีใครเป็นเพื่อนบ้าง ด้วยความรักที่มีให้แก่กันเกินร้อยเราก็ผ่านวันเวลาที่ยากลำบากเหล่านั้นมาได้ด้วยดีพอสมควร

ด้วยสภาพข้อเท็จจริงดังกล่าว ผมมีความสามารถเลี้ยงลูกได้ดีเพียงแค่นี้ครับ ที่เหลือเป็นพระพรจากพระเจ้าที่ให้น้องโมแข็งแกร่งและเป็นเด็กมีความคิดดี จึงมีวันนี้เป็น แตงโม ภัทรธิดา ที่ท่านทั้งหลายได้รู้จัก ก็โตจากเด็กที่ไม่เคยได้รับการถักเปียไปโรงเรียนจากคุณพ่อ เพราะพ่อถักไม่เป็นจนทุกวันนี้”

และยังอีกข้อความสุดซึ่งอีกว่า “มารู้ทีหลัง ความจริงจากการเลี้ยงลูกที่ยังเล็กๆ อยู่โดยมีคุณพ่อเพียงคนเดียวในชีวิตเขา เป็นทุกอย่างของเขา เราจำเป็นจะต้องพูดความจริงกับเขาทุกอย่างโดยไม่ปิดบังและต้องพยายามให้เขาเข้าใจมีเหตุมีผลอย่างมากที่สุด

การที่คุณพ่อต้องออกไปทำงานแต่เช้ากลับเย็นโดยไม่ได้อยู่กับเขา ก็พยายามอธิบายให้ฟังจะว่าเราต้องออกไปทำงานเพื่อได้เงินเดือนมาเป็นค่าเล่าเรียน ค่าขนมของเขา เป็นค่าเช่าบ้านที่ได้อาศัยอยู่กัน ซึ่งดูเหมือนเขาจะเข้าใจ

เพิ่งมาทราบจากพี่จิ่งเพื่อนบ้านที่แสนดีที่คอยมาเป็นเพื่อนเล่น คอยหาข้าวหาปลาให้น้องโมตอนคุณพ่อยังกลับไม่ถึงบ้านเมื่อไม่กี่ปีมานี้ว่า หลายครั้งทีเดียวในตอนเช้าที่คุณพ่อขับรถออกบ้านไปทำงาน น้องโมจะวิ่งร้องไห้ตามรถคุณพ่อไปจนถึงปากซอย ต้องรีบวิ่งตามไปอุ้มมาและไม่บอกให้คุณพ่อทราบ เพราะกลัวว่าจะไม่มีใจไปทำงาน เพิ่งมาเล่าให้ฟังเร็วๆ นี้ครับ ชีวิตเรามีกันสองคนจริงๆ”

แหล่งที่มา : sanook

เรียบเรียงโดย : baansuann.com

ใส่ความเห็น